ดร.ภาคภูมิ เดชสกุลฤทธิ์ จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ พูดถึงธุรกิจแมลงอบกรอบตราไฮโซ

ธุรกิจแมลงทอด : หลายๆท่านคงสับสนระหว่างคำว่า แมง กับ แมลง ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า แมง คือ สัตว์ขนาดเล็กไม่มีกระดูกสันหลัง ซึ่งลำตัวแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนหัวกับอกรวมกัน และส่วนท้อง มีขาอยู่ 8 ขาแต่ไม่มีปีก เช่น แมงป่อง, แมงมุม, ไร และเห็บ เป็นต้น ส่วน แมลง คือ สัตว์ขนาดเล็กไม่มีกระดูกสันหลังเช่นกัน และลำตัวแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว, ส่วนอก และส่วนท้อง มีขา 6 ขาและมีปีก เช่น แมลงภู่, แมลงวัน, ผึ้ง, และผีเสื้อ เป็นต้น โดยเจ้าแมลงนี้ถือเป็นสัตว์ที่มีจำนวนสายพันธุ์มากที่สุดในโลกคือมีถึง 800,000 ชนิด

ประโยชน์ของแมลงมีอยู่มากมาย อย่างที่ผมเคยเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ ก็คือ แมลงจำพวก ผึ้งและผีเสื้อ จะช่วยในการผสมละอองเกสรให้กับพืชไร่, พืชสวน และพืชผัก ส่วนแมลงปอและตั๊กแตนตำข้าว จะช่วยในการกำจัดแมลงศัตรูพืชและวัชพืช เช่น ยุง, แมลงหวี่ และเพลี้ยได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้แมลงจำพวก ผีเสื้อหนอนไหม ยังมาทำเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ในรูปแบบของผ้าไหมได้อย่างสวยงามเลยทีเดียว ส่วนแมลงหวี่ก็ยังนำมาศึกษาเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม หรือแมลงวันสเปน ที่มีการสกัดเอาสาร แคนธาริดิน (Cantharidin) ซึ่งเป็นสารกระตุ้นประสาทในด้านการแพทย์อีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นแมลงยังมีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย โดยแมลง 100 กรัม จะมีพลังงานกว่า 200 กิโลแคลอรี มีโปรตีนประมาณ 9.2 – 27.6 กรัม มีไขมันประมาณ 1.8 – 20.4 กรัม มีคาร์โบไฮเดรตประมาณ 1.0 – 4.8 กรัม ซึ่งแมลงที่มีพลังงานและไขมันสูงสุดคือ หนอนไม้ไผ่ ส่วนแมลงที่มีโปรตีนสูงสุดคือ ตั๊กแตนปาทังก้า รองลงมาคือ แมลงป่อง ด้วยเหตุนี้คนบางกลุ่มจึงนิยมกินแมลง โดยผมได้อ่านงานเขียนของมีนักวิชาการหลายท่าน ยกตัวอย่างเช่นนายเดวิด กอร์ดอน เจ้าของผลงานหนังสือชื่อ Bug Chef Extraordinaire ได้เปิดเผยว่า แมลงเป็นอาหารของมนุษย์มาช้านานแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่า ประเทศต่างๆ จะมีผู้นิยมกินแมลงถึง 500 ชนิดเลยทีเดียว

ประเทศแถบแอฟริกาที่มีปัญหาขาดแคลนอาหาร จะนิยมกินปลวก, ตั๊กแตน และหนอนผีเสื้อขนาดใหญ่ เพราะสามารถหาได้ง่ายตามทุ่งโล่งๆ ที่แห้งแล้ง และอุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีจำนวนผู้นิยมบริโภคแมลงมากไม่แพ้ชาติอื่นๆ อย่างองค์การสหประชาชาติยังได้แนะนำให้คนอเมริกันหันมาบริโภคแมลงเลย โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากบางพื้นที่ของประเทศเป็นพื้นที่แห้งแล้ง อาหารการกินหายาก ประชาชนในพื้นที่ควรหันมาบริโภคแมลงดูบ้าง โดยชาวอเมริกันส่วนหนึ่งมีความเชื่อเหมือนชาวแอฟริกันที่ว่าแมลงเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมัน ซึ่งแมลงมีปริมาณไขมันที่น้อยกว่าเนื้อวัวถึง 60% ดังนั้นการกินแมลงจึงถือเป็นทางเลือกหนึ่งของการรับประทานอาหารแบบคนอเมริกัน อย่างร้านอาหารในเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. มีการขายเมนูแปลกๆ เช่น เปาะเปี๊ยะไส้หนอน และ เบอร์เกอร์สอดไส้จิ้งหรีด ส่วนทางแคลิฟอร์เนียก็จะมีขนมหวานขึ้นชื่อคือ ลูกอมสอดไส้หนอน เป็นต้น

ประเทศจีนก็มีผู้นิยมกินแมลงด้วยเช่นกัน โดยทางรัฐบาลมีการสนับสนุนให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงแมลงเป็นอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ แมลงสาบ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าจะช่วยรักษาโรคมะเร็งและเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคแก่คนได้ และแม้ว่ามีนักวิจัยหลายท่านออกมาเปิดเผยถึงโทษของแมลงสาบ แต่ตอนนี้แมลงสาบก็ยังสามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ 1,000 หยวนหรือประมาณ 5,000 บาท นอกจากนี้การซื้อขายแมลงยังมีมูลค่าสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์ต่อปีเลยละครับ
ประเทศเกาหลีขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีอาหารการกินที่หลากหลาย เพราะผมสังเกตจากละครซีรีส์ดังๆ มักจะมีฉากที่พระเอกและนางเอกช่วยกันทำข้าวผัดกิมจิ หรือเมนูอื่นๆ จนดังไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่เมนูอาหารพวกแมลงเลยครับ เกาหลีเขานิยมกินแมลงทอดกันมาก ถึงขนาดที่ว่าถ้าไปเดินตามตลาด ท่านจะเห็นร้านขายแมลงทอดมากกว่าร้านขายถั่วอีกละครับ ส่วนประเทศญี่ปุ่นก็มีผู้นิยมกินแมลง อย่างในสมัยโบราณมีเมนูเก่าแก่ยอดฮิตคือ ฮาชิโนโกะ ซึ่งเป็นการนำเอาตัวอ่อนของผึ้งมาปรุงอาหารด้วยซอสปรุงรส และน้ำตาล เพื่อทำเป็นของกินเล่น ซึ่งชาวญี่ปุ่นก็นิยมกินแมลงเรื่อยมาจนในปัจจุบันยังมีเมนูซูชิหน้าแมลง โดยจะนำแมลงไปทอดแล้วมาโป๊ะบนข้าวปั้น เช่น ซูชิแมงมุม และซูชิแมลงสาบ เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดเผยสถิติคนไทยนิยมทานแมลงทอดตกประมาณ 2 ตันต่อปี ซึ่งแมลงที่นิยมนำมาทอดกินมี 7 ชนิด ได้แก่ ดักแด้หนอนไหม ตั๊กแตน หนอนไม้ไผ่ แมงดานา แมลงกระชอน จิ้งโกร่ง และจิ้งหรีด แต่ที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับ 1 คือ ดักแด้หนอนไหมทอด รองลงมาคือตั๊กแตนทอด ซึ่งราคาก็จะอยู่ที่ประมาณ 170 – 180 บาทต่อ 1 กิโลกรัม ซึ่งท่านสามารถหาซื้อแมลงทอดได้ตามร้านค้าออกบูธในห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆ ซึ่งก็จะมีทั้งแบบวางขายกันเป็นถาดๆ แล้วตักใส่ถุง หรือมีแพ็กเกจจิ้งสวยงามเหมือนอย่างสาหร่ายยี่ห้อเถ้าแก่น้อย ซึ่งมีการโฆษณาผ่านทางเฟซบุ๊กในชื่อว่า แมลงทอดไฮโซ ที่มีทั้ง ดักแด้ทอดกรอบ แมงสะดิ้งทอดกรอบ จี้งหรีดทอดกรอบ และ รถด่วนทอดกรอบเป็นต้น

อย่างไรก็ตามการจะเลือกทานแมลงชนิดใดเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพนั้น ท่านต้องคำนึงถึงสุขลักษณะของอาหารด้วย เพื่อไม่ให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ ซึ่งตัวท่านเองต้องรู้ก่อนว่าแมลงชนิดใดที่ทานได้หรือทานไม่ได้ และควรเลือกชนิดของแมลงที่อาศัยอยู่กับต้นไม้ ตามป่าละเมาะ หรือสวนป่าธรรมชาติ เนื่องจากจะได้ปราศจากสารเคมีอย่างยาฆ่าแมลง ซึ่งก่อนประกอบอาหารควรเด็ดปีก, ขน, ขา หรือหนามแข็งของแมลงออกก่อน จากนั้นก็นำมาปรุงสุกก่อนรับประทานเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการคั่ว, ทอด, ปิ้ง หรือย่าง แต่ผมขอเน้นว่าน้ำมันที่ใช้ควรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาเพื่อป้องกันโรคมะเร็ง และที่สำคัญอย่าใส่ผงชูรสนะครับ เพราะเมื่อเราก้าวสู่ประชาคมอาเซียนเต็มตัวแล้ว ประเทศไทยเราอาจจะส่งออกแมลงทอดไปสู่อาเซียน และทั่วโลก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต

■ คอลัมน์ : ดร.ภาคภูมิ ชวนคิด / ■ ดร.ภาคภูมิ เดชสกุลฤทธิ์
■ จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ AEC world ปีที่ 34 (2) ฉบับที่ 2,999 (86)

หนอนนกกู้วิกฤตโฟมล้นโลก
โดยปกติแล้วโฟมหรือขยะพลาสติกทั่วไปจะใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายมากถึง 1,000 ปี แต่หนอนนกเหล่านี้สามารถย่นระยะเวลาในการย่อยสลายได้อย่างน่าทึ่ง งานวิจัยชิ้นใหม่ตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Science and Technology ว่า “หนอนนกสามารถกิน สไตโรโฟม (Styrofoam) หรือพลาสติกอื่นๆอีกหลายชนิดได้  งานวิจัยนี้สร้างสมมติฐานสำคัญว่า จุลินทรีย์ในลำไส้ของหนอน อาจมหัศจรรย์กว่าที่เราๆท่านๆรู้จักกัน ถ้านักวิจัยสามารถชี้ชัดได้ว่าจุลินทรีย์ชนิดใดที่เป็นตัวการย่อยสลายโฟม พวกเขาอาจสังเคราะห์และจำลองการทำงานเพื่อใช้ในวงกว้างขึ้นได้ ซึ่งงานวิจัยนี้อาจเปลี่ยนปัญหาขยะพลาสติกล้นโลกไปอย่างสิ้นเชิง!! ปัญหาที่ใหญ่สุดๆของโลก ก็อาจแก้ได้ด้วยสิ่งจิ๋วๆ ที่คุณเคยยี้มันนะจ๊ะ

รับชมสาระเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=mXIuSXFGX-k
ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.facebook.com/baboonsuru

โอเมก้า3-ลดซึมเศร้า

นิตยสาร Journal of the American Medical Association ได้ศึกษาและ
ค้นพบว่า ประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีโอกาสได้บริโภคปลามากกว่า จะมีอาการซึมเศร้า น้อยกว่า 

นักวิจัยญี่ปุ่นค้นพบ โอเมกา3 ช่วยลดอาการซึมเศร้าและยังช่วยบรรเทาอาการเครียดได้

บทวิจัยตีพิมพ์โดยนิตยสาร Journal of the American Medical Association ได้ศึกษาและ
ค้นพบว่า ประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีโอกาสได้บริโภคปลามากกว่า จะมีอาการซึมเศร้า น้อยกว่า ประชากรในประเทศที่บริโภคปลาน้อยกว่า

ในประเทศที่คนกินปลากันมาก เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฟินแลนด์ อัตราผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักจะต่ำ แต่ในพื้นที่ซึ่งคนไม่ค่อยกินปลา เช่น อเมริกาเหนือ และยุโรป จะมีอัตราคนเป็นโรคซึมเศร้าสูงกว่าถึง 10 เท่า
ผู้หญิงที่กินปลาน้อยจะมีอัตราเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้ามากเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่กินปลาบ่อย ผู้ที่ต้องการลดอาการซึมเศร้าควรได้รับโอเมกา-3 วันละ 1-3 กรัม ซึ่งปริมาณขนาดนี้อาจต้องกินน้ำมันปลาเสริม อย่างไรก็ตามการกินปลา(ปลากระป๋องก็ได้) ไม่ว่าจะปลาซาร์ดีน แซลมอน เฮอร์ริง หรือแมกเคอเรล จะช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้ ลองเริ่มต้นจากการกินปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 มื้อ

หลายคนอาจทราบแต่เพียงว่า โอเมก้า3 อยู่ในปลาทะเลน้ำลึกเช่น แซลมอน แต่ที่จริงแล้วปลาไทยของเรานี่แหละก็มีโอเมก้า 3 สูงไม่แพ้ปลาจากต่างประเทศเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ในปัจจุบัน ได้มีงานวิจัยออกมายืนยันจากห้องปฏิบัติการกลาง(ประเทศไทย) ว่าใน ดักแด้ ไหมของกินประจำพื้นบ้านของไทยเรา ก็มี โอเมก้า3 ใกล้เคียงกับปลาแซลมอนเลยนะ
(โอเมก้า-3 จำเป็นต่อการทำงานของสมองในด้าน อารมณ์ และดักแด้ไหมยังอุดมไปด้วยวิตามินบี1และวิตามินบี2ด้วย)

 

แหล่งอ้างอิง: http://www.aroka108.com
http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/224174
http://www.centrallabthai.com/Intro/job/job.html

รูปภาพจาก : pxhere.com

โอเมก้า3-ลดเสี่ยง-โรคหัวใจ

 

ผลวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์จามา อินเทอร์นอล เมดิซีนของสหรัฐเมื่อวันจันทร์ เผยผลการศึกษาด้วยวิธีการตรวจสอบระดับของโอเมกา3 ในเลือดและเนื้อเยื่อของอาสาสมัครที่ร่วมวิจัย โดยทำการศึกษาทั้งหมด 19 ชิ้นใน 16 ประเทศ จากอาสาสมัครกว่า 45,630 คน ซึ่งในจำนวนนี้มี 7,973 ราย ที่เคยประสบกับอาการหัวใจวายครั้งแรกและเสียชีวิตจากหัวใจวายครั้งแรก 2,781 ราย

ผลการศึกษาพบการกินอาหารและพืชที่อุดมด้วยโอเมกา-3 มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดหัวใจวายจนเสียชีวิตได้ราว 10% แต่ไม่มีผลมากนักต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจวายที่ไม่รุนแรง ซึ่งคณะนักวิจัยชี้ว่า การกินอาหารที่มีโอเมกา-3 มีส่วนช่วยชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจ

เลียนา เดล ก็อบโบ ผู้ร่วมในการวิจัยครั้งนี้จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่า ผลวิจัยล่าสุดนี้ให้ภาพที่ครอบคลุมมากที่สุดในเรื่องโอเมกา-3 มีผลดีต่อผู้ป่วยโรคหัวใจอย่างไร ซึ่งการวิจัยนี้ทำด้วยความหลากหลาย โดยศึกษาถึงปัจจัยอื่นของอาสาสมัครด้วย ได้แก่ เรื่องของอายุ, เพศ, เชื้อชาติ, อาสาสมัครผู้นั้นเป็นโรคเบาหวานหรือกำลังกินยาลดระดับคอเลสเตอรอลอยู่หรือไม่

อาหารที่อุดมด้วยโอเมกา-3 ได้แก่ ปลาทะเลต่างๆ เช่น ปลาแซลมอน, ปลาซาร์ดีน, ปลากะตัก ซึ่งปลาที่มีโอเมกา-3 มากยังเป็นแหล่งโปรตีนด้วย รวมถึงมีวิตามินดีและแร่ธาตุอื่นที่จำเป็นแก่ร่างกาย ส่วนพืชที่มีโอเมกา-3 มาก ได้แก่ ถั่ววอลนัท, น้ำมันเมล็ดลินิน, น้ำมันคาโนลา รวมถึงถั่วและน้ำมันจากเมล็ดพืชอีกบางชนิด.

นอกจากนี้ ในปัจจุบัน ได้มีงานวิจัยออกมายืนยันจากห้องปฏิบัติการกลาง(ประเทศไทย) ว่า ในดักแด้ไหมของกินประจำพื้นบ้านของไทยเรา ก็มี โอเมก้า3 ใกล้เคียงกับปลาแซลมอนเลยนะ
(โอเมก้า-3 จำเป็นต่อการทำงานของสมองในด้าน อารมณ์ และดักแด้ไหมยังอุดมไปด้วยิตามินบี1และวิตามินบี2ด้วย)

แหล่งอ้างอิง: http://www.thaihealth.or.th/Content
http://www.ideaforlife.net/health/eat/0017.html

รูปภาพจาก : http://chudzianka.pl/sprawdzony-suplement-na-odchudzanie-kwas-rumenowy-czyli-cla-olimp-bio-itp/