ดักแด้ไหมขายดีเวอร์! แม่ค้าจำหน่ายแทบไม่ทัน หลังนักวิจัย มช.ระบุหนอนไหมกินต้มสุก 22 ตัว เทียบเท่าไวอะกร้า 100 มิลลิกรัม ปลุกนกเขาให้ตื่นจากอาการง่วงซึม

วันนี้ 20 ก.พ. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีกรมหม่อนไหม และนักวิจัย ม.เชียงใหม่ ร่วมกันศึกษาสรรพคุณการบริโภคหนอนดักแด้ เมื่อกินต้มสุก 22 ตัวเทียบเท่ากินไวอะกร้า ผู้สื่อข่าว ประจำ จ.สุรินทร์ จึงลงพื้นที่สำรวจ ตลาดนัดสดเทศบาลเมืองสุรินทร์ ฝั่งที่จอดรถโดยสาร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งมีการนำหนอนดักแด้สดแช่น้ำแข็ง ใส่กระติ๊กน้ำแข็ง มากองวางขายในราคากองละ 20 บาท หรือ 3 กอง 50 บาทปรากฏว่า ขายดิบขายดีจนไม่น่าเชื่อ ทำให้หาหนอนไหมมาทอดขายแทบไม่ทัน

ทั้งนี้ จากการศึกษาของกรมหม่อนไหม ร่วมกับ ผศ.ดร.สมชาย จอมดวง คณะอุตสาหกรรมเกษตร รศ.ดร.ปรัชญา วงศ์ทวีเลิศ ดร.ณัฐชัย ดวงนิล ภาควิชาเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทราบว่า มีหนอน 2 สายพันธุ์ไทย คือ สายพันธุ์น้อยศรีสะเกษ 1 และเหลืองสุรินทร์ มีสารซิลเดนาฟิลที่ใช้ผลิตยาไวอะกร้า

ซึ่งหากใช้ดักแด้หนอนไหมสดๆ โดยผ่านการต้มจำนวน 22 ตัว หลังนำมาสกัดด้วยแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ จะได้รับสารซิลเดนาฟิลปริมาณ 101.57-102.55 มิลลิกรัม มากกว่ากินยาไวอะกร้า ขนาด 100 มิลลิกรัม ที่นำเข้าจากต่างประเทศ

นางสุคนส์ ไหมทอง อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 88 บ้านกระโดนค้อ ม.5 ต.ช่างปี่ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินท์ แม่ค้าขายหนอนดักแด้สดแช่น้ำแข็ง กล่าวว่า ลูกค้ามาซื้อดักแด้ นำไปประกอบอาหารได้สารพัดเมนู ไม่ว่าจะเป็น ลาบดักแด้ และอีกสารพัดเมนูแล้วแต่ชอบ ตนรับดักแด้มาจากบ้านแตล อ.ศีขรภูมิ  จ.สุรินทร์ นั่งรถไฟขึ้นที่สถานีรถไฟบ้านกระโดนค้อ มาลงที่สถานที่รถไฟสุรินทร์ ไม่ได้ขายทุกวัน หลายวันจะได้ขายทีหนึ่งดักแด้ขายดี หักต้นทุนพอได้กำไรงาม หลังไปซื้อญาติข้างบ้านที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตนเป็นคนเอาดักแด้มาขายหลังจากเขาสาวไหมได้แล้ว ไหมนั้นเอามาทอผ้า แต่ลูกมันเขาก็เอามาขาย โดยดักแด้ ภาษาเขมรพื้นถิ่นสุรินทร์เรียกว่า ด็อกดือ

 

ที่มา : http://workpointtv.com/news/24292

 รัฐยกมาตรฐาน “ฟาร์มจิ้งหรีด” ส่งเข้าอียู กก.ละ 1,000 บาทปี′61

ท่ามกลางวิกฤตราคาสินค้าเกษตรข้าวตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย รัฐบาลงัดสารพัดรูปแบบเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ยังมีอีกอาชีพแนวใหม่ที่ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ผลักดันเปิดตลาดให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) รับหน้าที่รับรองมาตรฐานเร่งติวเข้มผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าแปรรูปจิ้งหรีดไปยังตลาดสหภาพยุโรป (อียู) พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบตลอดห่วงโซ่ ก่อนอียูไฟเขียวเปิดตลาดอย่างเป็นทางการต้นปี”61

จิ้งหรีด” อาหารโปรตีนที่มีจำกัด

ข้อมูลจากองค์การอาหารและการเกษตร ระบุไว้ว่า อนาคตการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกจะมากถึง 8,000 ล้านคน ในปี 2024 และมากถึง 9,000 ล้านคน ในปี 2050 ได้มีการประเมินว่า “แหล่งอาหารและโปรตีนจะมีอย่างจำกัด” แหล่งอาหารทดแทนจึงเข้ามาแทนที่อาหารหลักเพราะประชากรที่เพิ่มขึ้นอาหารจึงไม่เพียงพอ การเลี้ยงแมลงจึงเป็น Novel Food (อาหารใหม่) ประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งผลิตพืชผลทางการเกษตร ระบบนิเวศอันสมบูรณ์ จึงเป็นเป้าหมายของทางเลือกผู้บริโภคทั่วโลก ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสของเกษตรกรไทยรวมถึงผู้ประกอบการสามารถเพิ่มช่องทางตลาดนวัตกรรมอาหารใหม่ ดังนั้น จึงเป็นโจทย์สำคัญของหน่วยงานหลักกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)ในฐานะหน่วยงานกลางต้องจัดทำมาตรฐานฟาร์มจิ้งหรีดเพื่อเตรียมพร้อมส่งออกแมลงไทยไปยังสหภาพยุโรปภายใต้ข้อกำหนดอาหารใหม่ที่จะไฟเขียวนำเข้าก่อนต้นปี2561

เกษตรฯดันจิ้งหรีด “แมลง ศก.”

ในห้วงหลายปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร ได้แนะนำให้เกษตรกรเลี้ยงแมลงเป็นอาชีพเสริมจากทำการเกษตรหลักเช่น ปลูกข้าว ยางพารา ปาล์ม จากที่เกษตรกรเองเลี้ยงเป็นเพียงอาหารพื้นบ้าน (Traditional Food) ต่อมาทั่วโลกต่างสนใจแมลงเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แมลงสามารถผลิตโปรตีนที่ย่อยสลายได้ในปริมาณมาก รวมถึงสารอาหารอื่นได้มากถึง 100 เท่า เปรียบเทียบกับการผลิตเนื้อวัว

นอกจากนั้นยังใช้น้ำน้อยกว่าปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ในฟาร์มเลี้ยงวัว คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยมีความสนใจมาโดยตลอด ล่าสุด เพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านประเมินความเสี่ยงของสหภาพยุโรป (ESFA) มาให้ความรู้ในกฎระเบียบโนเวลฟู้ดแก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่ จ.ขอนเเก่น สัปดาห์ที่ผ่านมา

น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการ มกอช.กล่าวว่า มกอช.พาคณะผู้แทนสหภาพยุโรปลงพื้นที่เยี่ยมชมงานด้านการเลี้ยงจิ้งหรีด การจัดการมาตรฐานในฟาร์มและการพัฒนาคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหาร ณ หมู่บ้านจิ้งหรีด อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เนื่องจากจิ้งหรีดถือเป็นแมลงเศรษฐกิจของไทยที่มีศักยภาพสูง กำลังการผลิตในระยะ 2-3 ปีหลังนี้ขยายอย่างมาก โดยมีมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท/ปี และยังเป็นอาหารที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ เยอรมนี อังกฤษ

สหรัฐ เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ราคาถูก ต้นทุนต่ำ และมีกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และส่วนผสมได้หลากหลายและเพิ่มมูลค่าสินค้า จำพวก Snack Food ด้วยการปรุงเเต่งเป็นรสชาติต่าง ๆ ทั้งรสต้มยำ รสวาซาบิ และจิ้งหรีดชนิดโปรตีนผง นำไปแปรรูปเป็นเค้ก และคุกกี้ ได้อีกด้วย

การที่ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านประเมินความเสี่ยงของสหภาพยุโรป หรือ ESFA มาให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบโนเวลฟู้ด แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการของไทยให้พร้อม รองรับการบังคับใช้ระเบียบอาหารใหม่ของสหภาพยุโรปที่ปรับกฎระเบียบให้การยอมรับแมลงเป็นโนเวลฟู้ด (Novel Food) หรือกฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 รวมถึงการยื่นคำร้องและข้อมูลวิชาการประกอบการพิจารณาอนุญาตเปิดตลาดอาหารใหม่ในสหภาพยุโรปด้วย ขณะเดียวกัน มกอช.ยังผลักดันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเร่งปรับปรุงและพัฒนากระบวนการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานของสหภาพยุโรปตั้งแต่การเพาะเลี้ยงในฟาร์มจนถึงการวางจำหน่ายในตลาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับผลิตภัณฑ์แมลงของไทยในสหภาพยุโรปและตลาดโลกได้ซึ่งในเร็ว ๆ นี้ มกอช.ได้เตรียมจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีหรือ GAP ฟาร์มจิ้งหรีดร่วมกับกรมปศุสัตว์ และ มกอช.ต้องดูในเรื่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับ “การเลี้ยงจิ้งหรีดนั้นไม่ยาก ใช้เงินลงทุนไม่มากนัก แต่เราอาจจะต้องใส่ใจมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ มกอช.เองก็กำลังยกร่างมาตรฐานและได้เตรียมการเก็บข้อมูลทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น”

อียูคุมเข้มความปลอดภัย


นายแพทริค เดอร์บอยเซอร์ ทูตด้านสุขภาพและความปลอดภัยของอาหารสหภาพยุโรปประจำประไทย กล่าวว่ากฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับอาหารของสหภาพยุโรปที่ผลิตขึ้นด้วยนวัตกรรมใหม่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มช่องทางใหม่แก่ภาคธุรกิจนวัตกรรมใหม่ด้านอาหารออกสู่ตลาดโลกและยังเป็นการรับรองระดับความปลอดภัยของอาหารแก่ผู้บริโภค

โดย นายแวงซองท์ อองเดร ตัวแทน บ. AETS ประเทศไทย ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยและคุณภาพอาหารสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันการบริโภคแมลงในหมู่ผู้บริโภคยุโรปยังเป็นเพียงเทรนด์อาหารเเนวใหม่ แต่อีกกลุ่มผู้สนใจหรือผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถรับประทานได้และดีต่อสุขภาพ จึงเริ่มสนใจศึกษาเเละมองว่าอนาคตจะขาดแคลนวัตถุดิบโปรตีน ดังนั้นจากการติดตามพบว่าจิ้งหรีดมีคุณสมบัติทางโภชนาการไม่แพ้เนื้อสัตว์อื่น ซึ่งปี 2561 ตลาดในสหภาพยุโรปทั้งหมด 28 ประเทศ จะประกาศให้นำเข้าแมลงอย่างเป็นทางการนับว่าเป็นช่องทางตลาดใหม่ของไทย

“ผมมองว่าน่าสนใจ ขณะที่รูปแบบการบริโภคนั้นคนยุโรปไม่ได้บริโภคเป็นตัว หากแต่เป็นการนำมาเเปรรูปเป็นแป้ง ผง ส่วนผสมอาหารนำไปทำเป็นพาสต้า คุกกี้ และจริง ๆแล้วแมลงก็มีรสชาติคล้ายคลึงกับกุ้ง ปู ทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร อย่างคนฝรั่งเศสยังบริโภคหอยทากได้ (Novel Food) เพราะฉะนั้น อยู่ที่รสนิยมการบริโภค” แต่ทุกวันนี้ปัญหาหลักคือ 1.คนยังไม่รู้จักอย่างกว้างขวางมากนัก เป็นเพียงเทรนด์ใหม่ 2.เรื่องกฎหมายของสหภาพยุโรป ที่ผ่านมาอาจมีข้อจำกัดนำเข้า แต่ปัจจุบันเราก็ได้ติดตามศึกษามาโดยตลอดและเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย จึงต้องมีการปรับเพื่อให้สอดรับกับปัจจุบันเพื่อเปิดตลาดและลดกระบวนการนำเข้าสินค้าเหล่านี้ให้ง่ายขึ้น จากที่ไม่เคยมีสินค้าเหล่านี้มาก่อนในแถบสหภาพยุโรป

สร้างโอกาสส่งออกไปตลาดอียู

นายเพ็ชร วงศ์ธรรม ผู้เลี้ยง จ.ขอนเเก่น บอกว่า ทั้งหมู่บ้านผู้เลี้ยงจิ้งหรีดที่ จ.ขอนแก่น มีกำลังการผลิต 70 ตัน/ปี คิดเป็นมูลค่า 10 ล้านบาท นับว่าสามารถสร้างรายได้ไม่น้อย และจากเลี้ยงเพื่ออาชีพเสริมได้กลายมาเป็นอาชีพหลักไปแล้ว

ด้าน นายราฟาเอล ซาโมซิโน กรรมการผู้จัดการ บ.อีโค่ ฟาร์มมิ่ง จำกัด ผู้รับซื้อจิ้งหรีดแปรรูปเพื่อการส่งออก เผยว่า โรงงานแปรรูปตั้งอยู่ จ.เชียงใหม่ ได้ผลิตแป้งจิ้งหรีดหรือจิ้งหรีดผง โดยส่งออกไปยังสหภาพยุโรปเป็นหลักด้วยรูปแบบผง เป็นส่วนผสมอาหาร ขนม พาสต้า อนาคตหากเปิดตลาดมากขึ้น ได้ตั้งเป้าส่งออกแป้งจิ้งหรีดไปยังสหภาพยุโรปราคากิโลกรัมละถึง 1,000 บาท เลยทีเดียว

ที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1478447231

ผู้ส่งออกเกษตรกรผู้เลี้ยงแมลงจิ้งหรีดไทยเฮ มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญสหภาพยุโรป (EU) ติวเข้มมาตรฐานการเลี้ยงรับการปรับกฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่หรือโนเวลฟู้ด ที่เตรียมประกาศใช้ในปี 2561

เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ รายงานเมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2559 ว่านายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า สหภาพยุโรป (อียู) ได้ปรับกฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่หรือโนเวลฟู้ด (Novel Food) จากระเบียบฉบับเดิมที่ใช้มานานกว่า 19 ปี ซึ่งส่วนที่แก้ไขและเป็นประโยชน์กับเกษตรกรไทย คือ เพิ่มรายการอาหารพื้นบ้านและแมลงกินได้ รวมถึงเพิ่มรายการอาหารที่มีส่วนประกอบจากวัสดุนาโน ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 โดยกฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่หรือโนเวลฟู้ดนี้มีครอบคลุมอาหารที่ไม่เคยมี การบริโภคในสหภาพยุโรปก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม 2540

สำหรับการประกาศใช้ระเบียบโนเวลฟู้ดของสหภาพยุโรปฉบับใหม่นี้ จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงแมลงของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันแมลงกินได้ที่มีการทำฟาร์มเลี้ยงและมีปริมาณการผลิตสูง คือ จิ้งหรีด ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ส่งเสริมการผลิตและผลักดันเปิดตลาดในสหภาพ ยุโรปและประเทศอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ มกอช.จึงประสานสำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย เชิญผู้เชี่ยวชาญของสหภาพยุโรปมาให้ความรู้และชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับ ระเบียบโนเวลฟู้ดฉบับใหม่นี้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบและเข้าใจในแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนมากขึ้น

“ที่ผ่านมา สินค้าไทยเคยได้รับผลกระทบจากเรื่องระเบียบโนเวลฟู้ดฉบับเดิม และประสบปัญหาการนำเข้าที่ประเทศสเปน ได้แก่ หน่อไม้กระป๋องและผิวมะกรูดในเครื่องแกงเขียวหวาน แห้วในติ่มซำ และน้ำมันงาในผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งกว่าที่ปัญหาดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขเรียบร้อยและสามารถส่งออกได้ตาม ปกติ ต้องใช้เวลาแก้ไขนานพอสมควร จึงเป็นโอกาสดีที่

ผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ จะได้หารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญสหภาพยุโรป เพื่อคลี่ปมปัญหาหรือข้อสงสัยจากการตีความกฎระเบียบ และแนวทางการยื่นขออนุญาตและขึ้นทะเบียนอาหารใหม่เพื่อส่งออกไปยังสหภาพ ยุโรป รวมถึงการจัดทำมาตรฐานฟาร์มและการประเมินความเสี่ยงความปลอดภัยอาหารซึ่งจะ ทำให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรปได้ถูกต้อง ขณะเดียวกันยังช่วยพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการผลิตและส่งออก ผลิตภัณฑ์แมลง เพื่อสร้างอำนาจการเจรจาต่อรองและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดสหภาพยุโรป พร้อมส่งเสริมประชาสัมพันธ์และจับคู่ธุรกิจเพื่อขยายช่องทางการตลาดส่งออก ผลิตภัณฑ์แมลง ซึ่งจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรของไทยให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นต่อไป”

ด้าน นายแพทริก เดอร์บอยเซอร์ ทูตด้านสุขภาพและความปลอดภัยของอาหารสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ได้กล่าวว่า “กฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับอาหารของสหภาพยุโรปที่ผลิตขึ้นด้วยนวัตกรรมใหม่” จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเอื้อแก่ภาคธุรกิจในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ด้าน อาหารออกสู่ตลาดโลก และยังเป็นการรับรองระดับความปลอดภัยของอาหารแก่ผู้บริโภคด้วย

 

ที่มา : http://www.tcijthai.com/news/2016/11/current/6515

 

ในฐานะประชากรโลกกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการผลิตอาหารและการบริโภคที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก รวมถึงการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกที่คาดว่าจะสูงถึง 9.7 พันล้านคน ภายในปี 2593
(ข้อมูลจาก FAO)ดังนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งระบบการจัดการทรัพยากรแบบยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ เราควรละจากแนวคิดที่ว่ามนุษย์เป็นจุดศุนย์กลางของทุกสิ่งและพยายามเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของตัวเอง

” ทำไมเราจึงควรมองว่าแมลงเป็นอาหารประจำวัน ? “

ในแง่ของความเป็นจริงแล้ว แมลงจัดเป็นชีวมวลสัตว์ที่มีปริมาณมากที่สุดในโลก และควรถูกจัดไว้ในจานอาหารของเราในสัดส่วนที่เท่าๆกับอาหารชนิดอื่นๆแต่แนวคิดนี้ยังห่างไกลจากความเป็นจริงยิ่งนัก ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการบริโภคแมลงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งด้านปริมาณการบริโภค และประวัติการบริโภคแมลงที่มีมายาวนาน ด้วยเหตุนี้ทำให้ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นผู้นำของโลกในด้านนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีองค์ประกอบของแมลงที่ผลิตในประเทศไทยมีหลายชนิดตั้งแต่ พาสต้าจิ้งหรีด ไปจนถึงคุ๊กกี้ และธัญพืชอัดแท่ง(Energy bar) แมลงเป็นมากกว่าอาหารและถือเป็นสุดยอดอาหารที่ให้สารอาหารสูง
ทั้งกรดอมิโนที่จำเป็น กรดไขมัน รวมถึงวิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างธาตุเหล็ก วิตามินบี12 และอื่นๆอีกมากมาย

ปัจจุบันกระบวนการเสาะหาแหล่งโปรตีนทางเลือกที่ยั่งยืนและอาหารชนิดใหม่ๆกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับแมลงกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรปและอเมริกา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเขตร้อนชื้นต่างหากที่เป็นเขตภูมิอากาศที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของแมลง เช่น จิ้งหรีด ซึ่งเป็นแมลงสายพันธ์ุแรกที่ถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปหลักที่สามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมในอาหารทั่วไปได้อย่างกว้างขวาง ทั้งยังมีประโยชน์และเต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร

 ” นี่ไม่ใช่การปฏิวัติด้านแมลง แต่เป็นการปฏิวัติด้านอาหาร

เคยได้ยินคำว่าขยะอาหารหรือไม่? เฉพาะในกรุงเทพมีอาหารถูกทิ้งวันละกว่า 4,100 ตัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เหลือในจานจนถึงผลิตภัณฑ์อาหารที่หมดอายุในซูเปอร์มาร์เก็ต ขณะที่เรากำลังมุ่งมั่นค้นหาวิธีเพิ่มผลผลิตเพื่อรองรับกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น เรากลับลืมให้ความสำคัญกับการหาวิธีละเว้นการทิ้งอาหารจำนวนหนึ่งในสามของที่เราผลิตขึ้น นี่อาจเป็นเพราะการสงวนและรักษาทรัพยากรไม่ได้สร้างผลประโยชร์ด้านการเงินมากเท่าที่การผลิตและการใช้ทรัพยากรนั่นเอง

ถึงกระนั้นการเพิ่มผลผลิตและการบริโภคอย่างมีประสิทธิภาพก็ยังคงเป็นจุดหมายหลัก อาจดูเชื่องช้า แต่การเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นด้วยการมองหาหนทางลดการบริโภคเนื้อสัตว์และเพิ่มการใช้ทรัพยากรอาหารอย่างยั่งยืน สิ่งที่เรามองข้ามมาตลอด อย่างสาหร่าย แมลง และโปรตีนจากพืชบางชนิดอาจเป็นคำตอบให้กับแหล่งอาหารอนาคตอันยั่งยืนของคนรุ่งต่อไปก็เป็นได้

การค้าและข้อกำหนดต่างๆของอียู

แมลงในฐานะอาหาร : นี่อาจเป็นแนวคิดที่พิลึกสุดๆที่คุณเคยได้ยินแต่ก็อาจเป็นแนวคิดที่สมเหตุสมผลด้วยเช่นกัน เนื่องจากแมลงถือเป็นแหล่งอาหารที่ดีที่สุดยิ่งกว่าเนื้อวัว สัตว์ปีก หรือเนื้อหมู
หลายประเทศในโลกให้การยอมรับแล้วว่าเป็นเรื่องธรรมชาติแม้จะมีความแตกต่างกันในการบริโภคในประเทศเดียวกันอยู่บ้าง เช่น ในประเทศแม็กซิโกและประเทศไทย ในยุโรป แมลงเริ่มเข้ามาอยู่บนโต๊ะอาหารมากขึ้นในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา แมลงได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆในแง่ที่เป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืนและบางแห่งถึงกับมองว่าเป็นอาหารที่ทันสมัย แต่ก่อนที่จะก้าวผ่านมาจุดนี้ต้องผ่าน จุดอี๋ หรือ Yuck factor ให้ได้ก่อน

อาร์เธอร์ แคพแพลน ใช้คำนี้ในการนิยามความหายของการตอบสมองสัญชาตญาณเมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งใหม่ๆที่ไม่รู้จัก ในที่นี้รวมถึงรูปพรรณสัณฐานที่น่าขยะแขยงตามความรับรู้แบบเดิมๆ เกี่ยวกับแมลงโดยเฉพาะในความนึกคิดของคนทางซีกโลกตะวันตก อย่างไรก็ตามการขาดภูมิหลังและความรู้เกี่ยวกับแมลงโดยรวมอาจส่งผลดีต่อการยอมรับในโลกตะวันตกเนื่องจากผู้บริโภคจะเปิดรับต่อผลิตภัณฑ์ใหม่ๆได้มากกว่า

ในแง่เศรษฐกิจโลกการค้ามักมาพร้อมกฏข้อบังคับต่างๆและกฏข้อบังคับเหล่านี้เองที่อาจถูกมองว่าเป็นอุปสรรค์ต่อการเจริญเติบโตของธุรกิจด้านแมลง อย่างไรก็ตามการพิศูจน์ทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงความสนใจในความท้าทายต่างๆจะเป็นตัวกระตุ้นหลักที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง สหภาพยุโรปถือได้ว่าเป็นผู้เบิกทางกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น เช่น การยอมรับ และการควบคุมการใช้แมลงเป็นอาหารในระดับสหภาพ ในเดือดตุลาคม 2558 องค์การความปลอดภัยของอาหารแห่งยุโรป(European Food Regulation) ข้อบังคับนี้ว่าด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นที่แพร่หลายในตลาดยุโรปก่อนปี 2540 โดยมีการนำแมลงที่นำมาเป็นอาหารเข้ามารวมไว้ในข้อบังคับดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ กระบวนการยื่นขออนุญาตการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารดังกล่าวได้ถูกย้ายมาไว้ในส่วนกลาง เพื่อการปรับปรุงในด้านอื่นๆด้วย

ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 ผู้ลงทุนทั่วโลกสามารถเตรียมพร้อมเพื่อยื่นเอกสารที่เข้าข่ายอาหารรูปแบบใหม่ได้ หากแต่ในความเป็นจริงขั้นตอนต่างๆอาจไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนที่เห็นแม้ว่าใบคำร้องสามารถถูกส่งตรงไปยังศูนย์ประสานงานกลางที่เดียวเท่านั้น เช่น ที่คณะกรรมมาธิการยุโรป แต่เอกสารที่ถูกส่งอาจมาในรูปแบบต่างๆเช่น
– คำร้องสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารชนิดใหม่ พร้อมจุดประสงค์อย่างละเอียดในการนำเสนอผลิตภัณฑ์นั้นๆสู่ตลาด
– คำร้องสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารดั้งเดิมจากประเทศที่สามที่ใช้เวลาในการดำเนินการขออนุญาตสั้นกว่า แต่ต้องมีข้อมูลความปลอดภัยในการบริโภคย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 25 ปี
– คำร้องตามข้อบังคับปัจจุบัน ซึ่งต้องนำส่งไปยังประเทศสมาชิกอียูที่ผลิตภัณฑ์นั้นๆจัดอยู่ในหมวดอาหารชนิดใหม่
ในกรณีข้างต้น บริษัทต้างๆที่ต้องการยื่นขอคำรับรองผลิตภัณฑ์ควรร่วมมืออย่างเต็มที่ เนื่องจากการได้รับอนุญาตเพียงครั้งเดียวจะส่งผลดีกับผู้ส่งออกสินค้าชนิดเดียวกันทั่วโลก สิ่งหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาคือเรื่องของผู้ประสานงานและผู้ยื่นคำร้อง ซึ่งจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความสำเร็จของอุตสาหกรรมทั้งหมด

ความคาดหวังในตอนนี้คือ ให้เกิดความร่วมมือกันในระหว่างผู้ประกอบการทั่วโลกเพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกำหนดต่างๆในการยื่นคำร้องและให้ความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าการปรับข้อกำหนดต่างๆในการยื่นคำร้องและให้ความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าการปรับข้อกำหนดของอียูอาจไม่ใช่คำตอบที่ชัดเจนในตอนนี้ แต่ก็ช่วยเสริมให้เกิดการเติบโตเพิ่มขึ้นในธุรกิจที่กำลังต้องการเป็นที่ยอมรับ

ที่มา : หนังสือ FOOD focus THAILAND ฉบับ January : Vol.12