กินแมลงทอดอย่างไรให้ปลอดภัย

คุณชอบกินแมลงกันมั้ย ทำไมจึงเลือกแมลงเป็นอาหาร???

คนไทยกินแมลงเป็นอาหารน่าจะมาจากวัฒนธรรมการบริโภคและภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดต่อกันมาตามสภาวะเศรษฐกิจ  เพื่อหาแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยคุณค่ามาทดแทนเนื้อสัตว์ที่มีราคาแพงดังเช่นคนอีสานกินแมลงเพราะหาง่ายและบางครั้งติดใจในรสชาติ   แต่เราจะเลือกกินแมลงอย่างไรจึงจะปลอดภัยกันล่ะ

1. เป็นแมลงที่รู้จักและเป็นแมลงที่มีคนนำมากินได้และควรเลือกชนิดของแมลงที่อาศัยอยู่กับต้นไม้  อยู่กับป่าละเมาะสวนป่าธรรมชาติ  หรือสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่ไม่มีการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชเลย

2. เป็นแมลงที่จับมาขณะยังมีชีวิตอยู่  และนำมาปรุงเป็นอาหารทันที

3. ควรจะหลีกเลี่ยงแมลงที่เป็นศัตรูภายในบ้านเป็นพาหะของโรคต่างๆ  เช่น  แมลงวันบ้าน  แมลงสาบ  เพราะอาจจะเป็นพาหะนำเชื้อโรคแบคทีเรีย  โปรโตชัว  และหนอนพาธิ  เป็นต้น

4. ควรหลีกเลี่ยงแมลงที่มีสีสันสดใส  ซึ่งจะมีพิษมากกว่าชนิดที่ไม่มีพิษ  หรือสีชีด

5. ควรจะปรุงอาหารให้สุกก่อนรับประทานเสมอ  อาจจะโดยการคั่ว  ทอด  ปิ้ง  ย่าง  ต้ม  ผัด  หรือนึ่งก็ได้  แมลงบางชนิดอาจจะนำมาตำน้ำพริก  ผสมใส่ในแกง  หรือทำห่อหมก  เป็นต้น

6. ปีก  ขน  ขา  หรือ  หนามแข็งของแมลง  ควรจะเด็ดทิ้งไปก่อนนำไปกิน  เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการคันได้  มีแมลงหลายชิดทำให้เกิดอาการแพ้กับคนได้  เมื่อสัมผัสถูกผิวหนัง  แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความไวของแต่ละบุคคล  ดังนั้นคนที่เกิดเป็นโรคภูมิได้ง่ายก็น่าจะหลีกเลี่ยงการกินแมลงด้วย  ถึงแม้ว่าไม่มีเอกสารอ้างอิงแน่นอนว่าการกินแมลงจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้  เช่นเดียวกับคนที่แพ้กุ้ง  ซึ่งแม้จะกินเพียงเล้กน้อยก็อาจจะเกิดอาการแพ้ได้  เช่น  หายใจไม่ออก  เป็นลมพิษ  ได้เช่นกัน

ที่มา : นิตยสารเคล็กลับการกิน  เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

 

 

ยาวนานกว่าพันปีที่ชาวจีนใช้แมลงเป็นยา

ในประเทศจีนพบแมลงและหนอนที่มีเชื่อราที่เป็นประโยชน์ซึ่งเต็มไปด้วยเส้นใยจนตัวแห้งแข็ง คนจีนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าสามารถนำแมลงเหล่านั้นไปทำเป็นยาบำรุงกำลังทางเพศได้

เริ่มต้นจากการสังเกตลักษณะการกินของวัว ที่ทุกฤดูร้อนจะเห็นวัวเดินขึ้นไปกินหญ้าบนภูเขาแล้วมีร่างกายกระปี้กระเป่า สุขภาพแข็งแรง จึงตามไปดูและพบว่ามันคือหญ้าดักแด้หรือที่เรียกว่าถั่งเช่านั่นเอง จากนั้นมนุษย์ก็นำถั่งเช่ามาเป็นยาบำรุง ชูกำลัง จนพัฒนาเรื่อย ๆ มาถึงปัจจุบันถั่งเช่ามีราคากิโลกรัมละหลายแสนบาท แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีใครสามารถเพาะหญ้าดักแด้ชนิดเดียวกันกับที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติได้
(ข้อมูลจากเพจเกษตรกรก้าวหน้า)

ถั่งเช่า เป็นที่เล่าขานว่าเป็นยาอายุวัฒนะเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มานานนับพันๆปีในปัจจุบัน ถั่งเช่าที่เก็บจากธรรมชาติมีราคาสูงถึง 1.3ล้านบาท ต่อกิโลกรัม จึงได้มีการเพาะเลี้ยงเส้นใยถั่งเช่าทดแทน
“สาเหตุที่ถั่งเช่าถูกเรียกว่ายาอายุวัฒนะ”
เนื่องจากมี สรรพคุณหลากหลายโดยเฉพาะสารคอร์ไดซิปิน(cordycepin) สารโพลีเซคคาไรด์(cordyceps polysaccharide) สารอะดีโนซีน(adenosine) และสารอื่นๆที่บำรุงเซลล์ส่งผลให้เซลล์แข็งแรงลดอาการของโรคได้ เช่น ภูมิแพ้อาหารเหนื่อยล้าปวดเมื่อย บำรุงปอด หัวใจปัญหาสมรรถภาพทางเพศ เสริมภูมิคุ้มกันและสร้างสมดุลการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย

“ในเมืองไทย ถั่งเช่าเริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปและได้รับความนิยมเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้มีเกษตรกรสนใจมาเพาะถั่งเช่ากันจำนวนมาก แต่ทว่าเป็นคนละชนิดกับที่พบตามธรรมชาติ ซึ่งเรียกกันว่า “ถั่งเช่าสีทอง” แม้เป็นคนละสายพันธุ์และมีลักษณะแตกต่างกับหญ้าดักแด้หรือตังถั่งเช่า ทว่ามีสารออกฤทธิ์ อย่าง
“สารคอร์ไดซิปิน” เช่นเดียวกัน จึงมีสรรพคุณช่วยในเรื่องระบบต่าง ๆ ของร่างกายอย่างระบบหมุนเวียนเลือด เพิ่มภูมิคุ้มกัน ยับยั้งเซลล์มะเร็งหรือเนื้องอก ตลอดจนการปรับความสมดุลของร่างกายได้”

 

แด่เธอผู้ลงทุน (ยาวหน่อยแต่อยากให้อ่าน)

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่า Start up มักเป็นเหมือนความฝันเป็นเรื่องของที่ซึ่งไกลโพ้น คนไทยทำไม่ได้หรอกแต่คนไทยจำนวนหนึ่งอาจไม่คิดเช่นนั้น พวกเขาคิดต่าง และพวกเขาเชื่อว่าคนไทยทำได้และมีความพยายามมากพอที่จะลงมือทำ บางคนก็เริ่มต้นโดยไม่รู้จักอะไรเลยด้วยซ้ำ เราชื่นชมพวกเขาเหล่านั้น เราเชื่อว่าพวกเขาคิดถูกและพวกเขาจะต้องทำได้ พวกเขาจะเป็นอนาคตของประเทศไทย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ทุกๆคนมีโอกาสเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่มหาศาล ผู้ถือ Smart phone ทั่วโลกคือลูกค้า พร้อมที่จะแบ่งเงินเข้ากระเป๋าเรา คุณไม่ต้องมีนามสกุลใหญ่โต ไม่ต้องมีเส้นสาย ไม่ต้องมีเงินทุนมหาศาลแต่คุณยังต้องการความรู้ความสามารถ ไอเดียโมเดลธุรกิจที่ดีที่สำคัญคุณยังต้องการคนที่เชื่อในตัวคุณและคุณก็ต้องเชื่อในตัวเอง

สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ที่อายุยังน้อยการเริ่มต้นธุรกิจก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว เนื่องจากธุรกิจทุกวันนี้มีแบรนด์และสินค้าต่างๆเกิดขึ้นมากมาย การที่จะทำให้แบรนด์ของเราเป็นที่ยอมรับเป็นที่สนใจของบรรดาสื่อและเป็นที่จดจำในตลาดนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน ดังนั้นการที่จะกลายเป็นที่รู้จักก็อาจจะต้องใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน เพื่อไม่ให้แบรนด์ถูกมองข้ามไป
การประชาสัมพันธ์(PR) จะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ ยกตัวอย่างการ PR –> การแบ่งปันเรื่องราวโดยการถ่ายทอดเรื่องราวการทำธุรกิจ หรือ บรรยายที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ให้บุคคลภายนอกได้รับรู้ เพราะวิธีนี้นอกจากจะให้เราได้เริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและคนอื่นๆแล้วยังช่วยสร้างการจดจำให้พวกเขาได้อีกด้วย

Start up ที่ใครๆก็พูดถึงมันคืออะไร แล้วทำไมต้อง start แล้วมันต่างกับการทำธุรกิจแบบอื่นตรงไหน?
ยกตัวอย่าง ถ้าเราขายหมูปิ้ง แล้วลงทุนสร้างรถเข็นเพิ่มไปเรื่อยๆกิจการก็จะเติบโตไปตามจำนวนเงินลงทุนและรถเข็นที่เพิ่มขึ้น แบบนี้เรียกว่า ” Growing ” ยังไม่เป็น start up แต่แทนที่จะขายหมูปิ้งเอง เกิดเราทำแอพ MooPing ให้คนสามารถสั่งหมูปิ้งล่วงหน้าได้ แล้วจับคู่กับพ่อค้าขายหมูปิ้งที่อยู่ใกล้ๆที่ทำงานหรือบ้านคนสั่ง พ่อค้าก็รบออเดอร์ผ่านแอพและลูกค้าก็จ่ายเงินผ่านแอพ พอทำเสร็จคนก็เข้ามาโหลดแอพไปใช้จนใครๆก็หันมาสั่งผ่านแอพนี้ เราแค่ลงทุนทำแอพตัวเดียว แต่ดันกลายเป็นตัวแทนจำหน่ายหมูปิ้งระดับประเทศ จะขยายไปประเทศอื่นก็ไม่ใช่เรื่องยาก เป็นการเติบโตที่สามารถขยายได้ด้วยต้นทุนเพียงนิดเดียว เรียกว่า ” Scaling” แบบนี้สิถึงจะเรียกว่า Start up
(อ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ สรุป)

คุณ ทัดณัฐ ฉันทธรรม์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ แมลงอบกรอบไฮโซ จบการศึกษาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเคยทำงานเป็นพนักงาน ประจำมาก่อน ต่อมาก็ก้าวออกมาทำธุรกิจของตัวเอง และทำธุรกิจมาหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นขายและซ่อมมือถือ โรงงาน ร้านซักรีด ร้านอาหารแม้กระทั่งสถานบันเทิง
คุณ ทัดณัฐ กล่าวว่า “พอคิดแล้วต้องลงมือทำอย่าทิ้งความคิดให้หลุดไปเปล่าๆ” แบรนด์ไฮโซ เริ่มเป็นที่รู้จักในตลาดมาประมาณสองปี โดยก่อนหน้าที่จะวางตลาดใช้เวลา RD ไปถึงหกเดือน คุณ ทัดณัฐ เท้าความต่อว่า “ทั้งหมดที่ทุ่มเทไปเป็นสิ่งที่คุ้มค่า ไอเดียและความคิดริเริ่มที่เรามีช่วยเปิดตลาดใหม่ให้กับเรา หลังจากวางตลาดแล้วยังได้รับกระแสตอบรับดีเกินคาดอีกด้วย”
และเมื่อกล่าวถึงแรงบันดาลใจในการสร้างแบนรด์ไฮโซ คุณทัดณัฐ เล่าให้เราฟังว่า ตอนนั้นอยากทำธุรกิจส่วนตัว แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีในตลาดมีสินค้าเยอะมีแต่คนทำสินค้าออกมาขาย ถ้าเราทำสินค้าเหมือนคนอื่นก็ไม่น่าทำและอาจจะแพ้
บังเอิญมีรถเข็นแมลงทอดผ่านมาแล้วน้องทีมงานไปซื้อมาแบ่งให้กินพอกินก็คิดว่าอร่อย แต่หาซื้อยากจังเลย ตอนนั้นก็เคยคิดว่าจะหยิบแมลงมาวิจัย ลองดูว่าในตลาดมีใครทำหรือยัง หลังจากวิจัยแล้วพบว่าตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่องบวกกับเป็นช่วยที่ยูเอ็นประกาศว่า แมลงมีโปรตีนสูงและกำลังจะกลายเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญในอนาคต เรามองเห็นตลาดเห็นความต้องการของผู้บริโภค และเห็นโอกาสทางธุรกิจ จึงจัดสินใจนำความคิดนี้มาสร้างแบรนด์ไฮโซขึ้น

“If you believe you can,you will
ถ้าคุณเชื่อว่าคุณทำได้ คุณก็จะทำได้”

#แมลงอบกรอบไฮโซ
#Startup
#SME
#HisoSnack
#CreativeSnack

ดักแด้ไหมขายดีเวอร์! แม่ค้าจำหน่ายแทบไม่ทัน หลังนักวิจัย มช.ระบุหนอนไหมกินต้มสุก 22 ตัว เทียบเท่าไวอะกร้า 100 มิลลิกรัม ปลุกนกเขาให้ตื่นจากอาการง่วงซึม

วันนี้ 20 ก.พ. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีกรมหม่อนไหม และนักวิจัย ม.เชียงใหม่ ร่วมกันศึกษาสรรพคุณการบริโภคหนอนดักแด้ เมื่อกินต้มสุก 22 ตัวเทียบเท่ากินไวอะกร้า ผู้สื่อข่าว ประจำ จ.สุรินทร์ จึงลงพื้นที่สำรวจ ตลาดนัดสดเทศบาลเมืองสุรินทร์ ฝั่งที่จอดรถโดยสาร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งมีการนำหนอนดักแด้สดแช่น้ำแข็ง ใส่กระติ๊กน้ำแข็ง มากองวางขายในราคากองละ 20 บาท หรือ 3 กอง 50 บาทปรากฏว่า ขายดิบขายดีจนไม่น่าเชื่อ ทำให้หาหนอนไหมมาทอดขายแทบไม่ทัน

ทั้งนี้ จากการศึกษาของกรมหม่อนไหม ร่วมกับ ผศ.ดร.สมชาย จอมดวง คณะอุตสาหกรรมเกษตร รศ.ดร.ปรัชญา วงศ์ทวีเลิศ ดร.ณัฐชัย ดวงนิล ภาควิชาเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทราบว่า มีหนอน 2 สายพันธุ์ไทย คือ สายพันธุ์น้อยศรีสะเกษ 1 และเหลืองสุรินทร์ มีสารซิลเดนาฟิลที่ใช้ผลิตยาไวอะกร้า

ซึ่งหากใช้ดักแด้หนอนไหมสดๆ โดยผ่านการต้มจำนวน 22 ตัว หลังนำมาสกัดด้วยแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ จะได้รับสารซิลเดนาฟิลปริมาณ 101.57-102.55 มิลลิกรัม มากกว่ากินยาไวอะกร้า ขนาด 100 มิลลิกรัม ที่นำเข้าจากต่างประเทศ

นางสุคนส์ ไหมทอง อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 88 บ้านกระโดนค้อ ม.5 ต.ช่างปี่ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินท์ แม่ค้าขายหนอนดักแด้สดแช่น้ำแข็ง กล่าวว่า ลูกค้ามาซื้อดักแด้ นำไปประกอบอาหารได้สารพัดเมนู ไม่ว่าจะเป็น ลาบดักแด้ และอีกสารพัดเมนูแล้วแต่ชอบ ตนรับดักแด้มาจากบ้านแตล อ.ศีขรภูมิ  จ.สุรินทร์ นั่งรถไฟขึ้นที่สถานีรถไฟบ้านกระโดนค้อ มาลงที่สถานที่รถไฟสุรินทร์ ไม่ได้ขายทุกวัน หลายวันจะได้ขายทีหนึ่งดักแด้ขายดี หักต้นทุนพอได้กำไรงาม หลังไปซื้อญาติข้างบ้านที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตนเป็นคนเอาดักแด้มาขายหลังจากเขาสาวไหมได้แล้ว ไหมนั้นเอามาทอผ้า แต่ลูกมันเขาก็เอามาขาย โดยดักแด้ ภาษาเขมรพื้นถิ่นสุรินทร์เรียกว่า ด็อกดือ

 

ที่มา : http://workpointtv.com/news/24292